ของดีที่ไม่มีใครอยากขอ
posted on 20 Nov 2007 00:01 by deciesสวัสดีค่ะ หยุดอัพไประยะหนึ่งเนื่องจากมีเรื่องยุ่ง ๆ หลายประการ หลาย ๆ คนอาจจะเจอเรื่องที่มากระทบจิตใจบ้าง ถ้าเหนื่อยนักก็มาพักกันก่อนดีกว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อม และผู้คน ยิ่งมากคนเท่าไหร่ ก็เป็นธรรมดาก็ต้องมากความใช่ไหมคะ ดังนั้นไม่แปลกที่หลาย ๆ คนอาจจะเจอเรื่องราวที่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจต่าง ๆ กันไป บางครั้งอาจจะคิดว่าทำไมเธอไม่เป็นอย่างโน้น คนนั้นไม่เป็นอย่างนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นการคิดที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการแก้ไขไปในทางที่ดี ดั่งตำราใจเป็นนายกายเป็นบ่าว (แหม สงสัยอายุมากขึ้นเลยเริ่มปลงแล้วนะคะเนี่ย อิอิ) วันนี้ไปเจอบทความที่ตัวเองอ่านแล้วรู้สึกว่าชอบ สามารถนำมาเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดีทีเดียวค่ะ ก็เลยอยากจะขออนุญาตนำมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ที่มาของบทความนี้ขอขอบคุณเว๊ปไซด์ budpage ไว้ ณ ที่นี้ มาอ่านกันเลยนะคะ
ของดีที่ไม่มีใครอยากขอ
“ขอ” เป็นกิริยาที่หลายคนถนัดนัก เพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก เรามักจะขอเพราะอยากได้ และสิ่งที่เราอยากได้นั้น เพียงแค่นึกถึงก็เป็นสุขแล้ว เรารู้จักเอ่ยปากขอตั้งแต่ยังเล็ก เริ่มด้วยขอจากพ่อและแม่ ต่อมาก็ขอจากครู โตขึ้นก็ยังขอ แต่อาจเปลี่ยนจากขอเงินหรือขอคะแนน มาเป็นขอความรักแทน แต่ถึงจะได้มาสมใจ ก็ยังมิวายที่จะขอต่อไป
ใคร ๆ ก็ชอบขอ แต่มีอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยอยากขอเท่าไหร่ นั่นคือ “ขอโทษ” ขอโทษเป็นคำที่กว่าจะหลุดปากแต่ละครั้ง ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ใช่เจ้านายหรือมีอำนาจให้คุณให้โทษกับเรา ยิ่งกับเพื่อน ลูกน้อง ลูกศิษย์ หรือลูกของเราเองด้วยแล้ว การขอโทษเท่ากับเป็นการเสียหน้าอย่างแรง แต่เคยสังเกตไหมว่า ยิ่งเห็นแก่หน้าของตัวเองมากเท่าไหร่ หน้าก็จะบางลงเรื่อย ๆ ขณะที่ใจกลับแข็งกระด้างมากขึ้น จนแม้แต่จะขอโทษพ่อแม่ ก็กลายเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะกลัวหน้าจะระคาย ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงความรู้สึกของท่าน เวลามีปากเสียงกับท่าน แล้วเผลอพูดหรือแสดงอากัปกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมา มีกี่ครั้งที่เราเอ่ยปากขอโทษท่าน แม้จะรู้ตัวว่าผิดก็ตาม แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะทำเช่นนั้น
การขอโทษนั้น มิใช่การแสดงความอ่อนแอ ตรงกันข้าม เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยความกล้าทีเดียว อย่างน้อยก็ต้องกล้าพอที่จะขัดขืนอำนาจของ “หน้าตา” ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้เราเห็นแก่หน้าตาจนมันกลายมาเป็นใหญ่เหนือชีวิตจิตใจของเรา ใครมาแนะนำตักเตือนก็รู้สึกเสียหน้า ใส่เสื้อไม่มียี่ห้อก็รู้สึกเสียหน้า จนแม้กระทั่งเด็ก ๆ ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือก็รู้สึกเสียหน้าไปกับเขาด้วย สุดท้ายกลายเป็นว่า ผิดถูกไม่ว่าแต่อย่าเสียหน้าแล้วกันชีวิตที่เห็นแก่หน้ามากเกินไปเป็นชีวิตที่หาความสุขได้ยาก เพราะถูกกระทบได้ง่ายเหลือเกิน ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้มันมาบงการชีวิตเรา เราควรเปลื้องใจให้เป็นอิสระจากมัน วิธีการหนึ่งก็คือการขอโทษนั่นเอง
การขอโทษเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเรายังมีมโนธรรมสำนึก รู้ถูกรู้ผิด และเห็นว่าความถูกต้องสำคัญกว่าหน้าตา ทุกครั้งที่เราขอโทษด้วยความจริงใจ นั่นแสดงว่าเรายังรู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ของผู้อื่นที่เรามีส่วนทำให้เกิดขึ้น ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ตรงนี้ ใครที่ไม่รู้สึกอะไรเลย ควรหันมาตรวจดูว่าจิตใจเป็นหินไปกี่ส่วนแล้ว แต่ถ้าใจของคุณยังอ่อนหยุ่น ยังรู้ร้อนรู้หนาวในยามที่ผู้อื่นได้รับความทุกข์จากคุณ การขอโทษจะช่วยเปลื้องความรู้สึกผิดออกไปจากใจคุณ ไม่กดถ่วงหน่วงทับให้คุณหนักอกหนักใจอีกต่อไป ขณะเดียวกันยังช่วยสมานบาดแผลในใจของผู้ที่ได้รับความทุกข์จากคุณ เชื่อหรือไม่ว่า เพียงคำไม่กี่คำนี้เท่านั้น มีพลานุภาพที่สามารถเยียวยาจิตใจของคุณและเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ที่กราดเกรี้ยวเพราะเจ็บปวด หลายคนจะรู้สึกสงบลงทันทีที่อีกฝ่ายกล่าวคำขอโทษ
ถ้าคุณรู้จักขอโทษ ไม่นานจะพบว่าจิตใจสามารถจะให้สิ่งหนึ่งที่ให้ได้ยากมาก นั่นคือ “ให้อภัย” เป็นเพราะทุกวันนี้เราไม่รู้จักการให้อภัย เราจึงเป็นทุกข์กันมาก น่าแปลกก็คือคนที่เราให้อภัยได้ยากนั้น ส่วนใหญ่ก็คือคนที่อยู่ใกล้ตัวเรานี้เอง อาจเป็นเพื่อน คนรัก ลูก หรือแม้แต่พ่อแม่ ยิ่งรักมากเท่าไหร่ ยามผิดหวังหรือถูกกระทำ จะยิ่งเจ็บปวดและเคียดแค้นชิงชังมากเท่านั้น อาการเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ปัญหาก็คือเรามักจะยึดติดถือมั่น และไม่รู้จักปล่อยวาง มันจึงเผาลนใจเราไม่รู้จบ บางครั้งอาจยืดเยื้อไปจนสิ้นลม
การขอโทษเกิดขึ้นได้เมื่อใจไม่ยึดติดถือมั่นในหน้าตา ทุกครั้งที่เราขอโทษด้วยความจริงใจ จิตก็รู้จักการปล่อยวาง ยิ่งปล่อยวางได้เร็วเท่าไหร่ การแบกยึดความโกรธเกลียดก็เกิดขึ้นได้น้อยลง ทำให้การให้อภัยกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งเราให้อภัยมากเท่าไร บาดแผลในใจเราก็สมานเร็วมากเท่านั้น
ขออะไรก็ไม่ยากเท่าขอโทษ ให้อะไรก็ไม่ยากเท่าให้อภัย แต่ถ้าเราไม่รู้จักขอโทษและให้อภัย ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร จริงไหมคะ แต่ฉันว่าอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ พยายามไม่โกรธจะดีกว่า แต่ถ้าโกรธไปแล้วทำไงคะ ?? ไม่เป็นไรค่ะไม่ต้องรอให้เขามาขอโทษ ให้ลอง ฝึกที่ตัวเองเองก่อน คือ ให้อภัย จิตใจดีก็จะมีเพื่อนเยอะเองค่ะ วันนี้ลาไปก่อนนะคะไว้เจอกันใหม่ค่ะ สวัสดีค่ะ


ค้างคาวกินกล้วย/เพลงบรรเลง (อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต)
เป็นอย่างที่ว่าจริงๆเหละค่ะ
แต่พอทำได้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดๆเหมือนกัน
#1 By @ Melon-Garden @ on 2007-11-20 00:29